2026-07-03
ฉีดโบท็อกซ์กรามแล้วแก้มป่องเหมือนอมลูกอม? ดูนูนขึ้นกว่าเดิม~
อาการกล้ามเนื้อโตชดเชยหลังฉีดโบท็อกซ์กราม เกิดจากการที่กล้ามเนื้อบดเคี้ยวส่วนอื่นทำงานหนักขึ้น ทำให้ขมับหรือกรามส่วนบนดูนูนขึ้น การฉีดโดยคำนึงถึงความสมดุลของกล้ามเนื้อใบหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ

เหตุผลที่อาจเกิดภาวะ ‘กล้ามเนื้อโตชดเชย’ หลังฉีดโบท็อกซ์ลดกราม
การฉีดโบท็อกซ์ลดกรามคือการลดการทำงานของ **กล้ามเนื้อแมสซีเตอร์ (Masseter muscle)** ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อบริเวณกราม
เพื่อปรับกรอบหน้าให้ดูเรียวเล็กลง

กล้ามเนื้อแมสซีเตอร์เป็นหนึ่งในกล้ามเนื้อที่ออกแรงมากที่สุดเวลาที่เราเคี้ยวอาหาร
ดังนั้นเมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้อ่อนแรงลง ใบหน้าจึงดูละมุนขึ้นและกรามดูเล็กลง


แต่เนื่องจากร่างกายของคนเรามีกลไกในการรักษาสมดุลอยู่เสมอ
เมื่อการทำงานของกล้ามเนื้อมัดใดมัดหนึ่งลดลง กล้ามเนื้อมัดอื่นก็จะเข้ามาทำหน้าที่ชดเชย
ความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในจุดนี้ก็คือ
ภาวะกล้ามเนื้อโตชดเชย (Compensatory Hypertrophy) นั่นเองครับ

อธิบายง่ายๆ คือ
👉 เป็นปรากฏการณ์ที่เมื่อกล้ามเนื้อมัดหนึ่งได้พัก กล้ามเนื้ออีกมัดหนึ่งจะต้องทำงานหนักขึ้นครับ
กล้ามเนื้อที่เราใช้ในการเคี้ยวอาหาร
กระบวนการเคี้ยวอาหารเกิดจากการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อที่ซับซ้อนกว่าที่คิด

กล้ามเนื้อบดเคี้ยวที่สำคัญ ได้แก่
• กล้ามเนื้อแมสซีเตอร์ (Masseter)
• กล้ามเนื้อขมับ (Temporalis)
• กล้ามเนื้อเทอรีกอยด์มัดใน (Medial pterygoid)
กล้ามเนื้อเหล่านี้จะทำงานร่วมกันเพื่อขยับขากรรไกร
ดังนั้นเมื่อกล้ามเนื้อแมสซีเตอร์อ่อนแรงลง
ร่างกายก็จะหันไปใช้งานกล้ามเนื้อบดเคี้ยวมัดอื่นมากขึ้นโดยอัตโนมัติ
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ
• บริเวณขมับดูนูนขึ้น หรือ
• กล้ามเนื้อแมสซีเตอร์ส่วนบนดูปูดโปนขึ้นมาได้ครับ
รูปแบบของภาวะกล้ามเนื้อโตชดเชยที่มีรายงานจริง
① กล้ามเนื้อขมับโต (รู้สึกเหมือนขมับปูดออกมา)

จากงานวิจัยพบว่าหลังฉีดโบท็อกซ์กราม
จะสังเกตเห็นความหนาและความตึงตัว (Stiffness) ของกล้ามเนื้อขมับเพิ่มขึ้น
นั่นเป็นเพราะเมื่อกล้ามเนื้อกรามทำงานน้อยลง กล้ามเนื้อขมับจึงต้องรับหน้าที่ในการบดเคี้ยวมากขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงที่คนไข้มักจะรู้สึกได้ มีดังนี้ครับ
• รู้สึกเหมือนบริเวณขมับปูดออกมา
• ใบหน้าส่วนบนดูเบิกกว้างขึ้น
• รู้สึกปวดหัวบริเวณขมับ
โดยเฉพาะในผู้ที่มีนิสัยชอบกัดฟันแน่นๆ อาการเหล่านี้จะยิ่งปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นครับ
② กล้ามเนื้อแมสซีเตอร์ส่วนบนโต (Upper Masseter Bulging)


หากฉีดโบท็อกซ์ลดกรามซ้ำๆ โดยเน้นที่บริเวณกรามส่วนล่างเป็นหลัก
กล้ามเนื้อแมสซีเตอร์ส่วนล่างจะบางลง
ในขณะที่กล้ามเนื้อส่วนบนถูกใช้งานมากขึ้นเมื่อเทียบกัน
→ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่นูนออกมาเฉพาะส่วนบนได้ครับ
ในวารสารทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า
Compensatory masseteric bulging
ครับ
เหตุผลที่พบได้บ่อยกว่าที่คิดในทางคลินิก
ภาวะกล้ามเนื้อโตชดเชยมักเกิดขึ้นได้ง่ายในกรณีต่อไปนี้ครับ
✔ ฉีดเน้นเฉพาะกล้ามเนื้อแมสซีเตอร์ส่วนล่าง
✔ ใช้ปริมาณยาน้อยเกินไป หรือกระจายยาไม่สมดุล
✔ มีพฤติกรรมนอนกัดฟัน หรือเคี้ยวอาหารแรงๆ
✔ ฉีดซ้ำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
กล่าวคือ แทนที่จะคิดแค่ว่า ‘ลดขนาดกล้ามเนื้อกราม’
การพิจารณาถึงความสมดุลของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวทั้งหมดนั้นสำคัญกว่าครับ
ความเปลี่ยนแปลงที่คนไข้รู้สึกได้
นี่คือคำพูดที่มักได้ยินบ่อยๆ ในระหว่างการให้คำปรึกษาครับ
‘กรามเล็กลงนะคะ แต่รู้สึกเหมือนขมับปูดขึ้นมาเลย’
‘ใบหน้าส่วนบนดูบานขึ้นค่ะ’
‘รู้สึกเหมือนแก้มตอบลงกว่าเดิมค่ะ’
อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่
เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความสมดุลของกล้ามเนื้อบนใบหน้าเปลี่ยนไปครับ
วิธีป้องกัน (ในมุมมองของแพทย์)
1️⃣ ประเมินกล้ามเนื้อแมสซีเตอร์ทั้งหมด
กล้ามเนื้อแมสซีเตอร์เป็นกล้ามเนื้อที่กว้างกว่าที่คิดครับ
• ชั้นตื้น (Superficial)
• ชั้นลึก (Deep)
• ส่วนบน (Upper)
ไม่ควรดูแค่ส่วนล่างเพียงอย่างเดียว
แต่สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบความหนาและการเคลื่อนไหวโดยรวมทั้งหมดครับ
2️⃣ ประเมินกล้ามเนื้อขมับ
สิ่งนี้สำคัญมากโดยเฉพาะในคนไข้กลุ่มต่อไปนี้ครับ
• นอนกัดฟัน
• มีอาการปวดหัว
• รูปหน้าที่มีกล้ามเนื้อขมับชัดเจน
หากจำเป็น การรักษาบริเวณกล้ามเนื้อขมับควบคู่ไปด้วยจะช่วยให้ใบหน้าดูสมดุลและเป็นธรรมชาติมากขึ้นครับ
3️⃣ ตรวจสอบพฤติกรรมการบดเคี้ยว
การให้คำแนะนำแก่คนไข้ก็สำคัญเช่นกันครับ
• การเคี้ยวหมากฝรั่งบ่อยๆ
• การทานอาหารแข็งๆ
• การกัดฟันแน่น
หากมีพฤติกรรมเหล่านี้ กล้ามเนื้อก็อาจจะยังคงพัฒนาต่อไปได้ครับ
4️⃣ การฉีดแบบกระจายตัว
แทนที่จะทำให้กล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นอัมพาตอย่างรุนแรง
การฉีดแบบกระจายโดยคำนึงถึงทิศทางการทำงานของกล้ามเนื้อ
คือวิธีที่จะช่วยลดภาวะกล้ามเนื้อโตชดเชยได้ครับ
สรุปประเด็นสำคัญ
ภาวะกล้ามเนื้อโตชดเชยหลังฉีดโบท็อกซ์กราม ไม่ใช่ความผิดพลาดจากการฉีด
👉 แต่เป็นกลไกการชดเชยของกล้ามเนื้อตามธรรมชาติของร่างกายเราครับ
ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่การดูที่กล้ามเนื้อกรามเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องมองภาพรวมถึงความสมดุลของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวบนใบหน้าทั้งหมดควบคู่ไปด้วยครับ