2026-07-03
Potenza (หัว N-Tip, หัวปั๊ม CP-Tip)
Potenza เป็นเครื่องมือเลเซอร์ที่สามารถปรับแต่งการรักษาให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล ช่วยลดความมัน กระชับรูขุมขน กระตุ้นคอลลาเจน และลดรอยแดงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Potenza (โพเทนซ่า) คืออะไร?

Potenza เป็นเครื่องมือที่มีความอเนกประสงค์มากจนได้รับฉายาว่าเป็น ‘ผู้เชี่ยวชาญรอบด้าน’ ในเรื่องผิวพรรณ
ตัวเครื่องมีความแม่นยำสูงมาก โดยสามารถปรับตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างละเอียด ได้แก่
ระบบขั้วเดี่ยว (Monopolar) / ขั้วคู่ (Bipolar)
ความลึกในการเจาะทะลุ
ระดับพลังงาน
รูปแบบการยิง (Shot)
ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถปรับได้อย่างละเอียด
👉 ข้อดีที่โดดเด่นที่สุดคือ สามารถออกแบบการรักษาให้เหมาะสมกับสภาพผิวของคนไข้แต่ละรายได้อย่างเฉพาะเจาะจง
ผลลัพธ์หลักของ Potenza
ลดการผลิตน้ำมัน (Sebum)
→ ช่วยรักษาสิวและกระชับรูขุมขน
กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
→ เพิ่มความยืดหยุ่น ลดเลือนริ้วรอย และรักษาหลุมสิว
ลดการอักเสบ
→ ลดรอยแดง และช่วยเสริมการรักษาฝ้า กระ จุดด่างดำ
เมื่อพิจารณาจากคุณสมบัติเหล่านี้แล้ว
👉 แทบจะไม่มีปัญหาผิวใดที่เครื่องนี้รักษาไม่ได้
จึงถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายและคุ้มค่าที่สุดในคลินิกผิวหนัง
ส่วนประกอบของหัวเครื่อง Potenza (แบบไม่มีเข็ม / แบบมีเข็ม)


หัวเครื่องด้านซ้าย
👉 การรักษาแบบไม่มีเข็ม (Non-invasive)
หัวเครื่องด้านขวา
👉 การรักษาแบบมีเข็ม (Invasive)
→ ในบางกรณีสามารถใช้แทนเครื่อง Agnes ได้
🔹 หัวแบบไม่มีเข็ม (ยกกระชับโดยไม่ต้องพักฟื้น)


หัวแบบไม่มีเข็มนี้
✔️ แทบไม่มีอาการเจ็บ
✔️ ใช้เวลาในการทำสั้น
✔️ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์การยกกระชับโดยไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้น
หัว DIAMOND ที่มีสีทอง
👉 มีโครงสร้างที่ปล่อยคลื่นความถี่วิทยุ (RF) แบบขั้วเดี่ยวและขั้วคู่สลับกัน
สามารถใช้ DIAMOND เดี่ยวๆ
DIAMOND + DDR
DIAMOND + DDR + SFA
สามารถผสมผสานการใช้งานได้ตามต้องการ
✨ ลำดับการรักษาโดยทั่วไป
1️⃣ DDR : การอุ่นผิว (เพิ่มอุณหภูมิผิว)
2️⃣ DIAMOND : กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของคอลลาเจน
3️⃣ SFA : ปิดท้ายด้วยการกระชับผิว
ลำดับนี้เป็นการผสมผสานที่มีประสิทธิภาพและได้รับความนิยมสูงสุด
✔️ หากผิวขาดความยืดหยุ่นอย่างมาก → แนะนำให้ทำ Density ก่อน
✔️ หากผิวยังไม่หย่อนคล้อยมากนัก
แต่ต้องการผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับ Density ในราคาที่คุ้มค่า
👉 ขอแนะนำหัว Potenza แบบไม่มีเข็ม
🔹 หัวแบบมีเข็ม (รูขุมขน·พื้นผิว·สกินบูสเตอร์)

หัว Potenza แบบมีเข็มมีหลากหลายชนิด
แต่ที่คลินิกของเราจะใช้ 2 ชนิดเป็นหลัก ได้แก่
① หัว N-25 (หัวสำหรับรูขุมขน)
เชี่ยวชาญด้านการกระชับรูขุมขน
มักถูกเรียกว่า **‘ทรีตเมนต์ผิวไข่ปอก’**
สามารถทำเดี่ยวๆ ได้โดยไม่ต้องใช้สกินบูสเตอร์
ไม่ต้องแปะแผ่นสื่อนำไฟฟ้า → ขั้นตอนการทำง่ายและรวดเร็ว
② หัว CP-25 (หัวปั๊ม)
หัวเฉพาะสำหรับการผลักตัวยาเข้าสู่ผิว
เมื่อเทียบกับการฉีดสกินบูสเตอร์
👉 ด้วยเครื่องฉีดทั่วไป
👉 การผลักยาพร้อมกับคลื่นความถี่วิทยุ (RF) จะให้ผลลัพธ์ที่เหนือกว่ามาก
📌 เปรียบเทียบประสิทธิภาพ
หัวปั๊ม + สกินบูสเตอร์ ≫ การฉีดยาเดี่ยวๆ , ยา + เครื่องฉีด
ใช้ RF แบบขั้วเดี่ยว → ต้องแปะแผ่นสื่อนำไฟฟ้าที่หลัง
ขึ้นอยู่กับสภาพผิว 👉 สามารถเลือกใช้ Exosome, Juvelook, Skin Botox ฯลฯ
การเปลี่ยนแปลงก่อนและหลังทำ Potenza ทันที
หลังทำ Potenza ทันที
เนื่องจากการกระตุ้นด้วยเข็ม + ความร้อนจากคลื่น RF ที่ปลายเข็ม
👉 อาจทำให้เกิดรอยแดงในระดับนี้ได้


รอยแดงส่วนใหญ่จะค่อยๆ จางลงเองภายใน 3–5 ชั่วโมง
หากสวมหน้ากากอนามัย ความร้อนจะถูกกักเก็บไว้ด้านใน
👉 จึงแนะนำให้เตรียมหมวกมาด้วย


ในคืนวันที่ทำ
✔️ ล้างหน้าอย่างเบามือ
✔️ ทาเพียงครีมฟื้นฟูผิว (Regeneration Cream) + ครีมบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้น
→ คุณจะสัมผัสได้ถึงผิวที่เนียนนุ่มและเรียบเนียนขึ้น
การจับคู่ Potenza + สกินบูสเตอร์
Potenza
👉 เข้ากันได้ดีเป็นพิเศษกับ Exosome และ Juvelook
ช่วยลดความเจ็บปวดและเวลาพักฟื้นให้เหลือน้อยที่สุด
พร้อมทั้งผลักสกินบูสเตอร์เข้าสู่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ในปัจจุบัน
‘ขอฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยหัวปั๊มนะคะ/ครับ’ มีคนไข้จำนวนมากที่ระบุความต้องการแบบนี้เมื่อมาเข้ารับบริการ
📌 ข้อควรระวังหลังทำ Potenza ด้วยหัวแบบมีเข็ม
1️⃣ อาการร้อนผ่าว
มักจะหายไปภายในครึ่งวัน
การเข้าซาวน่า ห้องอบไอน้ำ และการออกกำลังกายอย่างหนัก
👉 ควรหลีกเลี่ยงอย่างน้อย 1 สัปดาห์
2️⃣ การใช้ชีวิตประจำวัน
แทบไม่มีรอยเข็มหรือเลือดออก
งดแต่งหน้าในวันที่ทำ
ช่วงเย็น: ล้างหน้าเบาๆ + ทาครีมฟื้นฟู/ครีมบำรุงความชุ่มชื้น
สามารถแต่งหน้าได้ในวันรุ่งขึ้น (แต่งบางๆ)
3️⃣ โอกาสเกิดการอุดตันของรูขุมขน (ประมาณ 10%)
อาจเกิดอาการบวมชั่วคราวจากการกระตุ้นด้วยเข็มและความร้อน
แพทย์จะสั่งยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกัน
หากมีสิวผดขึ้น ให้รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง
4️⃣ ระยะห่างในการทำ
ไม่ควรทำบ่อยเกินไป ❌
ควรเว้นระยะห่าง 2–3 เดือน
สิ่งสำคัญคือต้องให้เวลาผิวสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินอย่างเพียงพอ