2026-07-03
การฉีดฟิลเลอร์ในคลินิกผิวหนัง (ตอนที่ 2)
บทความให้ความรู้เกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ เปรียบเทียบฟิลเลอร์ในประเทศและต่างประเทศ เทคนิคการฉีด การใช้ยาชา จุดสำคัญในแต่ละบริเวณ อาการแพ้ และการฉีดสลายฟิลเลอร์ (Hyaluronidase) อย่างปลอดภัย

✔ ฟิลเลอร์ต่างประเทศ vs ฟิลเลอร์ในประเทศ: ไขข้อข้องใจ
“ฟิลเลอร์ต่างประเทศอยู่ได้นานกว่า ส่วนฟิลเลอร์ในประเทศสลายเร็วกว่า”
👉 มีส่วนทั้งที่ถูกและผิด
ระยะเวลาการคงอยู่ของฟิลเลอร์นั้น
การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคล
พฤติกรรมการใช้ชีวิต
บริเวณที่ฉีด
ปัจจัยเหล่านี้มีผลมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ข้อดีของฟิลเลอร์ต่างประเทศคือเรื่องความปลอดภัย
เกรดของวัตถุดิบ HA, สารเชื่อมขวาง (Cross-linking agent) และกระบวนการผลิตมีความชัดเจน
รวมถึงมีการสะสมข้อมูลทางคลินิกมาอย่างยาวนาน
จึงทำให้มีราคาที่แตกต่างกันนั่นเอง
✔ วิธีการฉีด: เข็ม (Needle) vs เข็มปลายทู่ (Cannula)
เข็ม (Needle)
ใช้เฉพาะบริเวณริมฝีปาก และฟิลเลอร์เติมเต็มรอยแผลเป็นบางชนิดเท่านั้น
เข็มปลายทู่ (Cannula - เป็นหลัก)
ใช้กับทุกบริเวณ ยกเว้นริมฝีปาก
👉 ปลายเข็มมีความทู่ ช่วยลดความเสี่ยงในการทำลายเส้นเลือดและรอยช้ำ ↓
✔ การใช้ยาชาสำหรับการฉีดฟิลเลอร์
แนะนำให้ฉีดยาชาบล็อกเส้นประสาท
หน้าผาก, จมูก, หน้าแก้ม, แก้มตอบ, ร่องน้ำหมาก (Marionette lines)
ทายาชาแบบครีมก็เพียงพอ
ริมฝีปาก, ดอลลี่อาย (Aegyo-sal)
✔ จุดสำคัญของการฉีดฟิลเลอร์ในแต่ละบริเวณ
▷ หน้าผาก
ใช้ขั้นต่ำ 3cc ขึ้นไป ในบางกรณีอาจใช้ 5cc หรือมากกว่านั้น
หากทำร่วมกับการฉีดโบท็อกซ์หน้าผากและหว่างคิ้ว จะช่วยให้ฟิลเลอร์เข้าที่ได้ดีขึ้นมาก
▷ จมูก
หัวใจสำคัญคือการใช้ปริมาณเล็กน้อยเพื่อจัดทรงเท่านั้น
แนะนำให้ใช้ Restylane Lyft
หากจำเป็น สามารถร้อยไหม + ฉีดฟิลเลอร์ร่วมกันได้
หากปีกจมูกบาน → แนะนำให้ฉีดโบท็อกซ์ปีกจมูกร่วมด้วย
▷ ดอลลี่อาย
ห้ามฉีดเยอะเกินไป ❌
ระดับที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุดคือตอนที่ยิ้มแล้วเห็นเป็นก้อนเล็กๆ
หากผิวบริเวณนั้นขาดความยืดหยุ่น → แนะนำให้ทำเครื่องยกกระชับ (RF) หรือฉีดรีจูรันก่อน
▷ ใต้ตา
เป้าหมายคือการแก้ไขให้ดีขึ้นประมาณ 70~80%
ยิ่งดูแลเรื่องความยืดหยุ่นของผิวควบคู่ไปด้วย ผลลัพธ์ก็จะยิ่งดีขึ้น ↑
ควรประเมินร่วมกับรอยพับใต้ตา (Indian band) และหน้าแก้มไปพร้อมๆ กัน
▷ หน้าแก้ม
การมี Apple Zone ที่นูนขึ้นมาเล็กน้อยเวลายิ้มจะดูเป็นธรรมชาติ
หากผิวขาดความยืดหยุ่น จำเป็นต้องทำหัตถการยกกระชับร่วมด้วย
▷ ร่องแก้ม · ร่องน้ำหมาก
การฉีดฟิลเลอร์เพียงอย่างเดียวจะช่วยให้ดีขึ้นประมาณ 50%
จำเป็นต้องทำหัตถการยกกระชับ + ฉีดฟิลเลอร์ร่วมกัน
▷ แก้มตอบ
มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันแก้มตอบ
ช่วยให้ใบหน้าดูเล็กลง และลดความเด่นชัดของกราม
จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการแก้ไขรูปหน้าทรงถั่วลิสง
▷ ริมฝีปาก + คาง
เป็นส่วนผสมที่สำคัญสำหรับคนเอเชียที่มีโครงสร้างใบหน้าส่วนล่างเล็ก
ฟิลเลอร์คาง + ฟิลเลอร์ปาก + โบท็อกซ์กราม + การยกกระชับ
→ ช่วยปรับสมดุลของใบหน้าโดยรวม
โบท็อกซ์ยกมุมปากช่วยให้รอยยิ้มดูละมุนขึ้น,
โบท็อกซ์คาง (Cobblestone chin) ช่วยลดอาการริมฝีปากล่างม้วนเข้าและรอยย่นที่คางได้
⚠ ภาวะภูมิคุ้มกันตอบสนองล่าช้าจากฟิลเลอร์ (Delayed Immune Response) คืออะไร?
หลังจากฉีดฟิลเลอร์ไปแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่ง,
เมื่อนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ
หลังดื่มแอลกอฮอล์
หรือในภาวะที่ภูมิคุ้มกันลดลง เช่น เป็นหวัด
👉 อาจเกิดอาการแพ้ โดยบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์หรือทั่วทั้งใบหน้า
จะบวมขึ้นอย่างรุนแรงกะทันหัน,
มีรอยแดง รู้สึกร้อน และมีอาการปวด
ในกรณีเช่นนี้ควรทำอย่างไร?
✔ อันดับแรก ให้กลับไปพบแพทย์ที่คลินิกที่ฉีดฟิลเลอร์
✔ หากอยู่ไกลเกินไป → ให้ไปพบแพทย์ที่คลินิกผิวหนัง / คลินิกศัลยกรรม / หรือห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุด
หากเกิดขึ้น 1 ครั้ง
→ ฉีดยาสเตียรอยด์เข้ากล้ามเนื้อ 1 เข็ม +
รับประทานยาสเตียรอยด์ & ยาแก้แพ้ (Antihistamine) ประมาณ 3 วัน
→ อาการส่วนใหญ่จะดีขึ้นและสามารถติดตามอาการต่อไปได้
หากเกิดขึ้นซ้ำ 2 ครั้งขึ้นไป
👉 วิธีแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือการฉีดสลายฟิลเลอร์ทั้งหมดด้วยไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase)
✔ กรณีที่ต้องฉีดสลายฟิลเลอร์ด้วยไฮยาลูโรนิเดส
ไม่พอใจในรูปทรง และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปั้นทรง (Molding)
ฉีดฟิลเลอร์ผิดชั้นผิว
ฉีดในปริมาณที่มากเกินไปจนกลายเป็น ‘จมูกอวตาร’
🔹 ยิ่งระยะเวลาหลังฉีดฟิลเลอร์สั้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งสลายได้ง่ายขึ้น
🔹 หากเป็นฟิลเลอร์ที่ฉีดมานานแล้ว
อาจต้องใช้ไฮยาลูโรนิเดสความเข้มข้นสูงและแบ่งฉีดหลายครั้ง
⚠ ในกรณีที่ฟิลเลอร์เกิดการสร้างพังผืดหุ้ม (Capsule),
หรือไม่ใช่ฟิลเลอร์ชนิดไฮยาลูโรนิกแอซิด (HA)
อาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเพื่อเอาออก
✔ คำแนะนำเกี่ยวกับไฮยาลูโรนิเดส (ยาฉีดสลายฟิลเลอร์)
โอกาสในการแพ้ไฮยาลูโรนิเดส: ประมาณ 10~20%
ก่อนทำหัตถการจำเป็นต้องตรวจสอบ
ประวัติการใช้ไฮยาลูโรนิเดสในอดีต
ประวัติการแพ้ยาอื่นๆ
ขั้นตอนการดำเนินการ
1️⃣ ทดสอบอาการแพ้ด้วยวิธี AST (Allergy Skin Test)
2️⃣ ทายาชาแบบครีม
3️⃣ ฉีดไฮยาลูโรนิเดส
4️⃣ สังเกตอาการที่คลินิกอย่างน้อย 15 นาที
หากไม่มีความผิดปกติ จะได้รับยาและกลับบ้านได้
หากมีอาการแพ้ → จะได้รับการฉีดยารักษาทันที & พักฟื้นจนอาการคงที่ก่อนกลับบ้าน
🕒 90% ของฟิลเลอร์จะสลายไปภายใน 3~7 วัน,
🕒 ส่วนที่เหลือจะสลายไปภายใน 2 สัปดาห์
👉 แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ใหม่หลังจากฉีดสลายไปแล้ว 2 สัปดาห์
⏳ เหตุผลที่ระยะเวลาการคงอยู่ของฟิลเลอร์แตกต่างกัน
ไม่ว่าจะเป็นฟิลเลอร์ในประเทศหรือต่างประเทศ
การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคล
ปริมาณการใช้กล้ามเนื้อ
พฤติกรรมการใช้ชีวิต
บริเวณที่ฉีด
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ระยะเวลาการคงอยู่แตกต่างกันไป
โดยเฉพาะบริเวณที่มีการขยับบ่อยๆ เช่น ริมฝีปาก และร่องแก้ม
ฟิลเลอร์จะถูกดูดซึมได้เร็วกว่าบริเวณอื่น
✔ ข้อดีที่ใหญ่ที่สุดของฟิลเลอร์ต่างประเทศคือความปลอดภัย
→ มีการสะสมข้อมูลจากการวิจัยและทางคลินิกมาอย่างยาวนาน
ทำให้โอกาสเกิดผลข้างเคียงและอาการแพ้ค่อนข้างต่ำ
✔ การปรับรูปหน้าให้สมมาตรด้วยฟิลเลอร์สามารถทำได้แค่ไหน?
อาจไม่สามารถปรับให้สมบูรณ์แบบ 100% ได้เหมือนการใช้ Photoshop
แต่ในขอบเขตที่ฟิลเลอร์สามารถแก้ไขได้
👉 ส่วนใหญ่จะสามารถปรับแก้ได้อย่างน่าพึงพอใจ
📌 เพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
มักจะมีการทำหัตถการแบบผสมผสานร่วมด้วย
เช่น เลเซอร์ยกกระชับ, โบท็อกซ์, และการฉีดสลายไขมัน (Meso Fat)
📸 สำหรับภาพถ่ายก่อนและหลังทำหัตถการ
หน้าตรง / ด้านข้างซ้าย-ขวา / มุม 45 องศา
ตอนแสดงสีหน้า / ตอนทำหน้าเฉยๆ
รวมถึงมุมมองจากด้านบน / ด้านล่าง
เราจะถ่ายภาพอย่างละเอียดเพื่อนำมาเปรียบเทียบให้ดูอย่างชัดเจน