2026-07-03
ฝ้า เกิดขึ้นได้อย่างไร?
อธิบายสาเหตุการเกิดฝ้า การเปลี่ยนแปลงภายในผิว และเหตุผลที่รักษาได้ยากโดยอ้างอิงจากงานวิจัย ฝ้าไม่ใช่แค่ปัญหาเม็ดสี แต่เป็นปัญหาความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมผิวโดยรวม

ตั้งแต่กลไกการเกิดฝ้าไปจนถึงแนวทางการรักษา (อธิบายโดยอ้างอิงจากงานวิจัย)
มีคำถามหนึ่งที่ผู้เข้ารับบริการในคลินิกผิวหนังมักจะถามกันบ่อยมากครับ
“คุณหมอคะ ฝ้าเกิดขึ้นได้อย่างไรคะ?”
หลายคนมักคิดว่าฝ้าเป็นเพียงปัญหาที่เกิดจากการมีเม็ดสีเพิ่มมากขึ้น
แต่งานวิจัยล่าสุดพบว่า ฝ้าไม่ใช่แค่โรคเกี่ยวกับเม็ดสีผิวเท่านั้น แต่เป็นโรคซับซ้อนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมผิวโดยรวม
วันนี้เราจะมาสรุปเรื่อง
✔ สาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า
✔ เกิดอะไรขึ้นบ้างภายใต้ชั้นผิวของเรา
✔ และทำไมฝ้าถึงรักษาได้ยากครับ
1️⃣ ฝ้าคืออะไร?
ฝ้า (Melasma) คือ
✔ ภาวะรอยดำสีน้ำตาลที่ปรากฏบนใบหน้าแบบสมมาตร (ทั้งสองข้าง)
✔ มักเกิดขึ้นบริเวณโหนกแก้ม แก้ม หน้าผาก และรอบริมฝีปาก
✔ เป็นโรคความผิดปกติของเม็ดสีที่พบได้บ่อยในผู้หญิง
โดยเฉพาะในผู้หญิงวัย 30-50 ปี จะพบได้มากเป็นพิเศษ
ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ดังนี้ครับ
การสัมผัสรังสียูวี
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
การอักเสบของผิวหนัง
ปัจจัยทางพันธุกรรม
เกราะป้องกันผิวอ่อนแอหรือถูกทำลาย
ลักษณะการกระจายตัวที่พบบ่อย
1️⃣ แบบกึ่งกลางใบหน้า (Centrofacial type)
หน้าผาก
โหนกแก้ม
จมูก
รอบริมฝีปาก
2️⃣ แบบโหนกแก้ม (Malar type)
บริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้าง
3️⃣ แบบแนวกราม (Mandibular type)
ตามกรอบหน้าและแนวกราม
ฝ้ามีลักษณะเด่นคือรอยดำสีน้ำตาลที่เกิดขึ้นอย่างสมมาตร
และมักเกิดในบริเวณที่โดนแสงแดดมากที่สุด
2️⃣ ฝ้าไม่ใช่แค่ปัญหาเม็ดสีผิว
ในอดีตเรามักคิดว่าฝ้าเป็นเพียง
“ภาวะที่มีการสร้างเมลานินมากเกินไป”
เท่านั้น
แต่งานวิจัยล่าสุดเปิดเผยว่า ผิวที่เป็นฝ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันครับ
ในผิวที่เป็นฝ้าจะพบว่า
✔ เซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) ทำงานมากขึ้น
✔ มีการอักเสบของผิวหนังเพิ่มขึ้น
✔ มีการสร้างหลอดเลือดเพิ่มขึ้น
✔ เยื่อบุฐาน (Basement membrane) ถูกทำลาย
✔ โครงสร้างชั้นหนังแท้เปลี่ยนแปลงไป
กล่าวคือ ฝ้า
ไม่ใช่แค่โรคเม็ดสีผิวทั่วไป แต่เป็นโรคที่เกี่ยวกับ Microenvironment (สภาพแวดล้อมระดับจุลภาค) ของผิวหนังครับ
3️⃣ กลไกการเกิดฝ้า
งานวิจัยล่าสุดระบุว่าฝ้าคือ “ภาวะที่สภาพแวดล้อมโดยรวมของผิวหนังเกิดการเปลี่ยนแปลง”
ครับ
ในผิวที่เป็นฝ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน:

✔ การสร้างเมลานินเพิ่มขึ้น
✔ การอักเสบในชั้นหนังแท้เพิ่มขึ้น
✔ หลอดเลือดเพิ่มขึ้น
✔ เกราะป้องกันผิวถูกทำลาย
✔ โครงสร้างคอลลาเจนเปลี่ยนแปลง
ดังนั้น ฝ้าจึงไม่ใช่แค่ปัญหาเม็ดสี แต่เป็นปัญหาของระบบนิเวศผิวหนังโดยรวมครับ
หากดูขั้นตอนการเกิดฝ้าทีละขั้น จะเป็นดังนี้ครับ
① การกระตุ้นจากรังสียูวี
สาเหตุที่สำคัญที่สุดในการเกิดฝ้าคือ **รังสียูวี (UV)** ครับ
เมื่อรังสียูวีเข้าสู่ผิวหนัง
เซลล์ผิวหนังชั้นนอก (Keratinocyte) จะหลั่งสารสื่อสัญญาณหลายชนิดออกมา
ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่
α-MSH
Endothelin
Stem cell factor
สารเหล่านี้จะไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) ครับ
② เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานมากเกินไป
เมื่อเซลล์สร้างเม็ดสีถูกกระตุ้น
เอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งทำหน้าที่สร้างเมลานินจะถูกกระตุ้นให้ทำงาน

ในกระบวนการนี้
Tyrosine
↓
DOPA
↓
Melanin
เมลานินจะถูกสร้างขึ้นตามลำดับนี้ครับ
เมลานินที่สร้างขึ้นจะถูกส่งไปยังเซลล์ผิวหนังชั้นนอกที่อยู่รอบๆ ทำให้ผิวดูคล้ำขึ้น
ในผิวที่เป็นฝ้า กระบวนการนี้จะทำงานมากเกินไป
ทำให้มีการสร้างเมลานินออกมามากผิดปกติครับ
③ ปฏิกิริยาการอักเสบ
งานวิจัยล่าสุดพบว่าการอักเสบเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของฝ้า
หากผิวโดนรังสียูวีหรือสิ่งเร้าภายนอกซ้ำๆ
จะเกิดปฏิกิริยาการอักเสบเรื้อรังที่ผิวหนัง
ในขณะนั้น สารที่ถูกหลั่งออกมาอย่าง
ไซโตไคน์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (Inflammatory cytokines)
และสารสื่อกลางการอักเสบต่างๆ
จะคอยกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น ฝ้าจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มขึ้นของเม็ดสี
แต่เป็นโรคที่เม็ดสีเข้มขึ้นเรื่อยๆ จากการอักเสบที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องครับ
④ เยื่อบุฐาน (Basement membrane) ถูกทำลาย
ผิวหนังของเรามีโครงสร้างที่เรียกว่า **เยื่อบุฐาน (Basement membrane) ซึ่งกั้นระหว่างผิวชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้**
โครงสร้างนี้ทำหน้าที่กักเก็บเมลานินให้อยู่แค่ในชั้นหนังกำพร้า
แต่หากโดนรังสียูวีและเกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง เยื่อบุฐานจะอ่อนแอและถูกทำลาย
เมื่อเยื่อบุฐานถูกทำลาย เมลานินจะตกลงสู่ชั้นหนังแท้
ทำให้เกิด **ฝ้าลึก (Dermal melasma)** ครับ
ในกรณีนี้ เม็ดสีจะฝังลึกขึ้น ทำให้การรักษายากขึ้นไปอีก
⑤ หลอดเลือดเพิ่มขึ้น
งานวิจัยล่าสุดยังมีรายงานว่าพบการเพิ่มขึ้นของหลอดเลือดในผิวที่เป็นฝ้าด้วย
โดยเฉพาะสารที่เรียกว่า VEGF (Vascular endothelial growth factor)
ที่เพิ่มสูงขึ้น จะไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างหลอดเลือดใหม่
กระบวนการนี้เชื่อมโยงกับ
การทำงานที่เพิ่มขึ้นของเซลล์สร้างเม็ดสี
และการอักเสบที่รุนแรงขึ้น
ซึ่งส่งผลต่อการเกิดฝ้าได้ครับ
ด้วยเหตุนี้ เมื่อสังเกตผิวของผู้ที่เป็นฝ้า
บางครั้งอาจเห็นรอยแดงจางๆ ร่วมกับรอยคล้ำด้วยครับ
4️⃣ เหตุผลที่ทำให้ฝ้ารักษาได้ยาก
ฝ้าไม่ใช่โรคที่จะรักษาได้ด้วยการลดเมลานินเพียงอย่างเดียว
ในผิวที่เป็นฝ้า

✔ เมลานินเพิ่มขึ้น
✔ การอักเสบ
✔ การเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือด
✔ เยื่อบุฐานถูกทำลาย
✔ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชั้นหนังแท้ เกิดขึ้นพร้อมๆ กันครับ
ดังนั้น การรักษาฝ้า
จึงไม่ใช่แค่การกำจัดเม็ดสี แต่ต้องใช้วิธีที่ช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของผิวไปพร้อมกันครับ
5️⃣ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาฝ้า
การรักษาฝ้า
ไม่ใช่การรักษาให้หายขาดในครั้งเดียว แต่เป็นโรคที่ต้องอาศัยการดูแลอย่างต่อเนื่องครับ
✔ การป้องกันรังสียูวี
✔ การปรับเปลี่ยนเครื่องสำอางและพฤติกรรมการใช้ชีวิต
✔ การดูแลเกราะป้องกันผิว (คลื่นวิทยุ: Thermage, Shurink, Density + คอลลาเจนบูสเตอร์: Juvelook Volume, Radiesse + Rejuran, LDM)
✔ การรักษาด้วยเลเซอร์ที่เหมาะสม (Fotona/Hollywood Laser, Pico Toning Laser และในบางกรณีอาจใช้ Neobeam, Vbeam, Potenza)
เมื่อทำสิ่งเหล่านี้ควบคู่กันไป จะสามารถควบคุมและดูแลฝ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนครับ