박유미 원장 , 청담 4.4클리닉 블로그

2026-07-03

ฝ้า เกิดขึ้นได้อย่างไร?

อธิบายสาเหตุการเกิดฝ้า การเปลี่ยนแปลงภายในผิว และเหตุผลที่รักษาได้ยากโดยอ้างอิงจากงานวิจัย ฝ้าไม่ใช่แค่ปัญหาเม็ดสี แต่เป็นปัญหาความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมผิวโดยรวม

ฝ้า เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ตั้งแต่กลไกการเกิดฝ้าไปจนถึงแนวทางการรักษา (อธิบายโดยอ้างอิงจากงานวิจัย)

มีคำถามหนึ่งที่ผู้เข้ารับบริการในคลินิกผิวหนังมักจะถามกันบ่อยมากครับ

“คุณหมอคะ ฝ้าเกิดขึ้นได้อย่างไรคะ?”

หลายคนมักคิดว่าฝ้าเป็นเพียงปัญหาที่เกิดจากการมีเม็ดสีเพิ่มมากขึ้น

แต่งานวิจัยล่าสุดพบว่า ฝ้าไม่ใช่แค่โรคเกี่ยวกับเม็ดสีผิวเท่านั้น แต่เป็นโรคซับซ้อนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมผิวโดยรวม

วันนี้เราจะมาสรุปเรื่อง

✔ สาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า

✔ เกิดอะไรขึ้นบ้างภายใต้ชั้นผิวของเรา

✔ และทำไมฝ้าถึงรักษาได้ยากครับ


1️⃣ ฝ้าคืออะไร?

ฝ้า (Melasma) คือ

✔ ภาวะรอยดำสีน้ำตาลที่ปรากฏบนใบหน้าแบบสมมาตร (ทั้งสองข้าง)

✔ มักเกิดขึ้นบริเวณโหนกแก้ม แก้ม หน้าผาก และรอบริมฝีปาก

✔ เป็นโรคความผิดปกติของเม็ดสีที่พบได้บ่อยในผู้หญิง

โดยเฉพาะในผู้หญิงวัย 30-50 ปี จะพบได้มากเป็นพิเศษ

ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ดังนี้ครับ

การสัมผัสรังสียูวี

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

การอักเสบของผิวหนัง

ปัจจัยทางพันธุกรรม

เกราะป้องกันผิวอ่อนแอหรือถูกทำลาย

ลักษณะการกระจายตัวที่พบบ่อย

1️⃣ แบบกึ่งกลางใบหน้า (Centrofacial type)

หน้าผาก

โหนกแก้ม

จมูก

รอบริมฝีปาก

2️⃣ แบบโหนกแก้ม (Malar type)

บริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้าง

3️⃣ แบบแนวกราม (Mandibular type)

ตามกรอบหน้าและแนวกราม

ฝ้ามีลักษณะเด่นคือรอยดำสีน้ำตาลที่เกิดขึ้นอย่างสมมาตร

และมักเกิดในบริเวณที่โดนแสงแดดมากที่สุด


2️⃣ ฝ้าไม่ใช่แค่ปัญหาเม็ดสีผิว

ในอดีตเรามักคิดว่าฝ้าเป็นเพียง

“ภาวะที่มีการสร้างเมลานินมากเกินไป”

เท่านั้น

แต่งานวิจัยล่าสุดเปิดเผยว่า ผิวที่เป็นฝ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันครับ

ในผิวที่เป็นฝ้าจะพบว่า

✔ เซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) ทำงานมากขึ้น

✔ มีการอักเสบของผิวหนังเพิ่มขึ้น

✔ มีการสร้างหลอดเลือดเพิ่มขึ้น

✔ เยื่อบุฐาน (Basement membrane) ถูกทำลาย

✔ โครงสร้างชั้นหนังแท้เปลี่ยนแปลงไป

กล่าวคือ ฝ้า

ไม่ใช่แค่โรคเม็ดสีผิวทั่วไป แต่เป็นโรคที่เกี่ยวกับ Microenvironment (สภาพแวดล้อมระดับจุลภาค) ของผิวหนังครับ

3️⃣ กลไกการเกิดฝ้า

งานวิจัยล่าสุดระบุว่าฝ้าคือ “ภาวะที่สภาพแวดล้อมโดยรวมของผิวหนังเกิดการเปลี่ยนแปลง”

ครับ

ในผิวที่เป็นฝ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน:

Dermal Pathology in Melasma: An Update Review

✔ การสร้างเมลานินเพิ่มขึ้น

✔ การอักเสบในชั้นหนังแท้เพิ่มขึ้น

✔ หลอดเลือดเพิ่มขึ้น

✔ เกราะป้องกันผิวถูกทำลาย

✔ โครงสร้างคอลลาเจนเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น ฝ้าจึงไม่ใช่แค่ปัญหาเม็ดสี แต่เป็นปัญหาของระบบนิเวศผิวหนังโดยรวมครับ

หากดูขั้นตอนการเกิดฝ้าทีละขั้น จะเป็นดังนี้ครับ

① การกระตุ้นจากรังสียูวี

สาเหตุที่สำคัญที่สุดในการเกิดฝ้าคือ **รังสียูวี (UV)** ครับ

เมื่อรังสียูวีเข้าสู่ผิวหนัง

เซลล์ผิวหนังชั้นนอก (Keratinocyte) จะหลั่งสารสื่อสัญญาณหลายชนิดออกมา

ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่

α-MSH

Endothelin

Stem cell factor

สารเหล่านี้จะไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) ครับ

② เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานมากเกินไป

เมื่อเซลล์สร้างเม็ดสีถูกกระตุ้น

เอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งทำหน้าที่สร้างเมลานินจะถูกกระตุ้นให้ทำงาน

ในกระบวนการนี้

Tyrosine

DOPA

Melanin

เมลานินจะถูกสร้างขึ้นตามลำดับนี้ครับ

เมลานินที่สร้างขึ้นจะถูกส่งไปยังเซลล์ผิวหนังชั้นนอกที่อยู่รอบๆ ทำให้ผิวดูคล้ำขึ้น

ในผิวที่เป็นฝ้า กระบวนการนี้จะทำงานมากเกินไป

ทำให้มีการสร้างเมลานินออกมามากผิดปกติครับ

③ ปฏิกิริยาการอักเสบ

งานวิจัยล่าสุดพบว่าการอักเสบเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของฝ้า

หากผิวโดนรังสียูวีหรือสิ่งเร้าภายนอกซ้ำๆ

จะเกิดปฏิกิริยาการอักเสบเรื้อรังที่ผิวหนัง

ในขณะนั้น สารที่ถูกหลั่งออกมาอย่าง

ไซโตไคน์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (Inflammatory cytokines)

และสารสื่อกลางการอักเสบต่างๆ

จะคอยกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ฝ้าจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มขึ้นของเม็ดสี

แต่เป็นโรคที่เม็ดสีเข้มขึ้นเรื่อยๆ จากการอักเสบที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องครับ

④ เยื่อบุฐาน (Basement membrane) ถูกทำลาย

ผิวหนังของเรามีโครงสร้างที่เรียกว่า **เยื่อบุฐาน (Basement membrane) ซึ่งกั้นระหว่างผิวชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้**

โครงสร้างนี้ทำหน้าที่กักเก็บเมลานินให้อยู่แค่ในชั้นหนังกำพร้า

แต่หากโดนรังสียูวีและเกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง เยื่อบุฐานจะอ่อนแอและถูกทำลาย

เมื่อเยื่อบุฐานถูกทำลาย เมลานินจะตกลงสู่ชั้นหนังแท้

ทำให้เกิด **ฝ้าลึก (Dermal melasma)** ครับ

ในกรณีนี้ เม็ดสีจะฝังลึกขึ้น ทำให้การรักษายากขึ้นไปอีก

⑤ หลอดเลือดเพิ่มขึ้น

งานวิจัยล่าสุดยังมีรายงานว่าพบการเพิ่มขึ้นของหลอดเลือดในผิวที่เป็นฝ้าด้วย

โดยเฉพาะสารที่เรียกว่า VEGF (Vascular endothelial growth factor)

ที่เพิ่มสูงขึ้น จะไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างหลอดเลือดใหม่

กระบวนการนี้เชื่อมโยงกับ

การทำงานที่เพิ่มขึ้นของเซลล์สร้างเม็ดสี

และการอักเสบที่รุนแรงขึ้น

ซึ่งส่งผลต่อการเกิดฝ้าได้ครับ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อสังเกตผิวของผู้ที่เป็นฝ้า

บางครั้งอาจเห็นรอยแดงจางๆ ร่วมกับรอยคล้ำด้วยครับ


4️⃣ เหตุผลที่ทำให้ฝ้ารักษาได้ยาก

ฝ้าไม่ใช่โรคที่จะรักษาได้ด้วยการลดเมลานินเพียงอย่างเดียว

ในผิวที่เป็นฝ้า

✔ เมลานินเพิ่มขึ้น

✔ การอักเสบ

✔ การเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือด

✔ เยื่อบุฐานถูกทำลาย

✔ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชั้นหนังแท้ เกิดขึ้นพร้อมๆ กันครับ

ดังนั้น การรักษาฝ้า

จึงไม่ใช่แค่การกำจัดเม็ดสี แต่ต้องใช้วิธีที่ช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของผิวไปพร้อมกันครับ

5️⃣ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาฝ้า

การรักษาฝ้า

ไม่ใช่การรักษาให้หายขาดในครั้งเดียว แต่เป็นโรคที่ต้องอาศัยการดูแลอย่างต่อเนื่องครับ

✔ การป้องกันรังสียูวี

✔ การปรับเปลี่ยนเครื่องสำอางและพฤติกรรมการใช้ชีวิต

✔ การดูแลเกราะป้องกันผิว (คลื่นวิทยุ: Thermage, Shurink, Density + คอลลาเจนบูสเตอร์: Juvelook Volume, Radiesse + Rejuran, LDM)

✔ การรักษาด้วยเลเซอร์ที่เหมาะสม (Fotona/Hollywood Laser, Pico Toning Laser และในบางกรณีอาจใช้ Neobeam, Vbeam, Potenza)

เมื่อทำสิ่งเหล่านี้ควบคู่กันไป จะสามารถควบคุมและดูแลฝ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนครับ

Like