박유미 원장 , 청담 4.4클리닉 블로그

2026-07-03

เลเซอร์ Titanium Lifting คืออะไร?

เลเซอร์ Titanium Lifting คือนวัตกรรมยกกระชับผิวที่ใช้พลังงานแสง 3 ความยาวคลื่น (755nm, 810nm, 1064nm) พร้อมกัน ช่วยปรับสีผิว เพิ่มความยืดหยุ่น และยกกระชับใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เลเซอร์ Titanium Lifting คืออะไร?

ช่วงนี้คลินิกผิวหนังมักจะพูดถึงเลเซอร์ที่ช่วยยกกระชับผิวได้อย่างเห็นผลทันที ซึ่งนั่นก็คือ Titanium Lifting นั่นเองครับ

เมื่อพูดถึงหัตถการยกกระชับผิว คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงเครื่องมือประเภท

อัลตราซาวนด์ (HIFU)

คลื่นวิทยุ (RF)

กันใช่ไหมครับ

ความลึกและอุณหภูมิในการทำงานของเลเซอร์ / คลื่นวิทยุ / อัลตราซาวนด์

แต่ Titanium Lifting แตกต่างจากเครื่องมือเหล่านั้นตรงที่เป็นเครื่องยกกระชับที่ใช้พลังงานเลเซอร์ (ที่ใช้แสง) ครับ

โดยมีจุดเด่นคือการปล่อยคลื่นเลเซอร์ 3 ความยาวคลื่นออกมาพร้อมกัน ได้แก่

755 nm

810 nm

1064 nm

ความแตกต่างของความลึกในการเจาะจงชั้นผิวตามความยาวคลื่น 755 / 810 / 1064nm ที่เลเซอร์ Titanium ใช้

เมื่อความยาวคลื่นทั้งสามนี้ถูกส่งผ่านลงสู่ผิวพร้อมกัน

ก็จะทำหน้าที่เป็นเลเซอร์ยกกระชับที่ทำงานร่วมกันในหลายๆ ชั้นผิวครับ


1. หลักการทำงานของ Titanium Lifting

หลักการพื้นฐานของ Titanium Lifting คือ

การใช้กระบวนการ พลังงานแสง → พลังงานความร้อน → การฟื้นฟูคอลลาเจน

1️⃣ การส่งผ่านพลังงานเลเซอร์

ความแตกต่างของความลึกในการเจาะจงชั้นผิวตามช่วงความยาวคลื่นเลเซอร์ (Combined multilevel anti‐aging strategies and practical applications of dermocosmetics in aesthetic procedures)

Titanium Lifting จะปล่อยคลื่น 3 ความยาวคลื่นพร้อมกัน

เพื่อส่งพลังงานไปยังชั้นหนังกำพร้า

ชั้นหนังแท้

และโครงสร้างค้ำจุนผิว

ความยาวคลื่นแต่ละระดับจะทำงานในความลึกของผิวที่แตกต่างกันเล็กน้อย

755nm → ชั้นผิวที่ค่อนข้างตื้น (ปรับสีผิวและความกระจ่างใส)

810nm → ชั้นหนังแท้ (เพิ่มความยืดหยุ่น)

1064nm → ชั้นผิวที่ลึกกว่า (ผลลัพธ์การยกกระชับ)

# เลเซอร์ 755 nm

เครื่องมือที่โดดเด่น

Alexandrite laser

ลักษณะเด่น

ความลึกค่อนข้างตื้น

ดูดซับเมลานินได้ดี

การทำงาน

ชั้นหนังกำพร้า

ชั้นหนังแท้ส่วนบน

ผลลัพธ์

ปรับสีผิว

ลดเลือนเม็ดสี

ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน

# เลเซอร์ 810 nm

เครื่องมือที่โดดเด่น

Diode laser

ลักษณะเด่น

เจาะจงชั้นผิวระดับกลาง

การทำงาน

ชั้นหนังแท้

ผลลัพธ์

กระชับผิว (Skin Tightening)

กระตุ้นคอลลาเจน

# เลเซอร์ 1064 nm

เครื่องมือที่โดดเด่น

Nd:YAG laser

ลักษณะเด่น

เจาะจงชั้นผิวได้ลึกที่สุด

การทำงาน

ชั้นหนังแท้ส่วนลึก

โครงสร้างรอบหลอดเลือด

ผลลัพธ์

กระตุ้นเนื้อเยื่อชั้นลึก

ปรับโครงสร้างคอลลาเจนใหม่

ทำไมถึงต้องใช้ 3 ความยาวคลื่นพร้อมกัน?

นั่นเป็นเพราะความยาวคลื่นแต่ละระดับทำงานในชั้นผิวที่แตกต่างกันครับ

สรุปได้ดังนี้

ความยาวคลื่น

ชั้นผิวที่ทำงาน

บทบาท

755 nm

ชั้นหนังกำพร้า

ปรับสีผิว

810 nm

ชั้นหนังแท้

กระชับผิว

1064 nm

ชั้นหนังแท้ส่วนลึก

กระตุ้นความยืดหยุ่น

ดังนั้น เมื่อใช้ทั้งสามความยาวคลื่นพร้อมกัน

✔ ชั้นหนังกำพร้า

✔ ชั้นหนังแท้

✔ ชั้นหนังแท้ส่วนลึก

จึงสามารถคาดหวังผลลัพธ์การยกกระชับที่กระตุ้นหลายชั้นผิวไปพร้อมๆ กันได้ครับ

2️⃣ การกระตุ้นด้วยความร้อนในเนื้อเยื่อ (Thermal Effect)

เมื่อพลังงานเลเซอร์ถูกส่งผ่านเข้าสู่ผิว

จะเกิด การกระตุ้นด้วยความร้อน (thermal effect) ภายในเนื้อเยื่อครับ

ในกระบวนการนี้จะทำให้เกิด

การหดตัวของคอลลาเจน

การฟื้นฟูคอลลาเจน

และการกระชับผิว (Skin Tightening) ครับ

การกระตุ้นด้วยความร้อนจะช่วย

✔ ทำให้เส้นใยคอลลาเจนหดตัว

✔ กระตุ้นการทำงานของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast)

✔ เหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่

3️⃣ ผลลัพธ์การกระชับผิวที่เห็นได้ทันที

เมื่อเกิดการกระตุ้นด้วยความร้อน โครงสร้างคอลลาเจนในผิวจะหดตัวลง

ทำให้โครงสร้างค้ำจุนผิวแข็งแรงขึ้น

เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว

และช่วยปรับกรอบหน้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

ด้วยเหตุนี้ Titanium Lifting จึงเป็นที่รู้จักในฐานะเลเซอร์ที่สามารถสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์การกระชับผิวในระดับหนึ่งทันทีหลังทำครับ

2. ความแตกต่างระหว่างโหมด SHR / STACK

เวลาให้คำปรึกษาเรื่อง Titanium Lifting มักจะมีคำถามที่ได้ยินบ่อยๆ ครับ

“โหมด SHR กับโหมด STACK ต่างกันอย่างไรคะ?”

ทั้งสองโหมดนี้แตกต่างกันที่วิธีการส่งผ่านเลเซอร์

ไม่ใช่ประเภทของเลเซอร์ที่ต่างกันครับ

กล่าวคือ เป็นเครื่องมือเดียวกัน แต่วิธีการส่งพลังงานเข้าสู่ผิวแตกต่างกันนั่นเอง

1️⃣ โหมด SHR (Super Hair Removal mode)

วิธีการส่งผ่านพลังงาน

ปล่อยพลังงานต่ำซ้ำๆ หลายครั้ง

ลักษณะเด่น

เป็นการปล่อยเลเซอร์ซ้ำๆ อย่างรวดเร็ว เพื่อทำให้อุณหภูมิของผิวค่อยๆ สูงขึ้นครับ

ซึ่งมักจะอธิบายว่าเป็น Gradual heating (การให้ความร้อนอย่างค่อยเป็นค่อยไป)

ลักษณะของผลลัพธ์

ให้ความร้อนสม่ำเสมอทั่วทั้งผิว

ลดความเจ็บปวด

เป็นวิธีที่ค่อนข้างปลอดภัย

ดังนั้น โดยทั่วไปจึงมักใช้เพื่อ

ปรับสีผิว

ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน

กระชับผิว

และเพื่อวัตถุประสงค์ในการฟื้นฟูผิว (Skin Rejuvenation) เป็นหลักครับ

2️⃣ โหมด STACK คืออะไร? (Stamping/Stacking, แคบ·ลึก·จดจ่อ)

แนวคิด

เป็นวิธีการ ‘ซ้อนทับ (stack)’ พัลส์ลงบนจุดเดียว (หรือพื้นที่เล็กๆ) เพื่อรวมพลังงานในแนวดิ่ง

โดยจะผลักความร้อนจากโหมด STACK เข้าสู่โครงสร้างค้ำจุนที่ลึกกว่า (เอ็นยึดเกาะ/ชั้นผิวลึก) เพื่อเน้นการยกกระชับและปรับรูปหน้า

คุณสมบัติทางความร้อน

สามารถสร้าง การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉพาะจุด (จุดสูงสุด) ได้ง่ายกว่าในเวลาที่เท่ากัน

จึงมุ่งเน้นไปที่บริเวณเป้าหมาย (กรอบหน้า/จุดที่หย่อนคล้อย) เพื่อ “การให้ความร้อนแบบจดจ่อ → สัมผัสได้ถึงการหดตัว/การยกกระชับ” ครับ

คีย์เวิร์ดของผลลัพธ์

Slimming/Contouring (ปรับรูปหน้าให้เรียว)

Jawline definition (กรอบหน้าชัดเจน)

เจาะจงจุดที่หย่อนคล้อยลึก

มักใช้กับบริเวณ/สภาพผิวแบบไหน

มักจะใช้กับจุดที่ต้องการสัมผัสถึงการยกกระชับ เช่น กรอบหน้า, จุดที่แก้มหย่อนคล้อย, ร่องแก้ม/ความอิ่มฟูของแก้มส่วนลึก (เน้น ‘เส้นกรอบหน้า’) ครับ

3️⃣ สรุปความแตกต่างระหว่าง SHR vs STACK

SHR

STACK

วิธีการปล่อยเลเซอร์

ปล่อยซ้ำๆ อย่างรวดเร็ว

ปล่อยซ้อนทับในตำแหน่งเดิม

การส่งผ่านพลังงาน

ให้ความร้อนอย่างค่อยเป็นค่อยไป

สะสมพลังงาน

ความเจ็บปวด

น้อย

มีบ้างเล็กน้อย

ผลลัพธ์

ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน

เน้นการยกกระชับ

Like