2026-07-03
การฉีดผิวหนังที่คลินิกความงาม - Juvelook (จูวีลุค)
ทำความรู้จักกับ Juvelook และ Juvelook Volume บูสเตอร์คอลลาเจนที่ช่วยชะลอวัย ฟื้นฟูความยืดหยุ่นของผิว พร้อมข้อควรระวังและวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

2-3️⃣ คอลลาเจนบูสเตอร์ (Collagen Booster)
✔ ยุคแห่งการชะลอวัย (Slow Aging) ทำไมต้องคอลลาเจนบูสเตอร์?
เทรนด์การต่อต้านริ้วรอยในปัจจุบัน
**“หยุดความแก่” → “แก่ให้ช้าที่สุด (Slow Aging)”** กำลังเปลี่ยนไปในทิศทางนี้ครับ
สิ่งสำคัญที่สุดในการชะลอวัยคือ
👉 การรักษาสภาพผิวให้ ‘สามารถสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินได้ดี’ ครับ
ดังนั้นในช่วงนี้
แทนที่จะเน้นการยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยไปแล้ว
คอลลาเจนบูสเตอร์ที่ช่วยรักษาความยืดหยุ่นและคุณภาพผิวในปัจจุบันให้อยู่ได้นานขึ้น
จึงได้รับความนิยมมากขึ้นแม้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ครับ
ในความเป็นจริง ดาราที่ขึ้นชื่อเรื่องหน้าเด็ก
ก็มักจะทำหัตถการด้วยเครื่องยกกระชับคลื่นวิทยุ (RF) + คอลลาเจนบูสเตอร์ ควบคู่กันไปเป็นประจำทุกปีครับ
ความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดที่ผมสัมผัสได้จากการทำหัตถการมานานกว่า 10 ปีคือ
“เราไม่ได้อยู่ในยุคที่ต้องรอให้แก่มากแล้วค่อยมาทำสวย แต่เป็นยุคที่คนทำหัตถการเพื่อรักษาสภาพผิวในปัจจุบันเอาไว้” ครับ
✔ Juvelook กับ Juvelook Volume ต่างกันอย่างไร?
Juvelook: เน้นการเป็นสกินบูสเตอร์
Juvelook Volume: แม้จะไม่สามารถทดแทนฟิลเลอร์ได้ 100%
แต่ช่วยเติมเต็มวอลลุ่มได้อย่างเป็นธรรมชาติ
(👉 หากฟิลเลอร์คือ 1 ให้คิดว่า Juvelook Volume คือระดับ 0.2~0.3 ครับ)

✔ Juvelook คืออะไร?
Juvelook คือ
**PDLLA (โพลิเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ) + กรดไฮยาลูรอนิก (HA)**
ซึ่งเป็นคอลลาเจนบูสเตอร์ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนครับ
PDLLA
กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
สลายตัวเป็นน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ในเวลาประมาณ 6 เดือน → ไม่มีสารตกค้างในร่างกาย
HA
ดึงดูดความชุ่มชื้นทันทีหลังฉีด ช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำ
👉 หลังทำหัตถการ
ผลลัพธ์ทันที: ผิวชุ่มชื้นจาก HA
ผลลัพธ์ระยะกลาง-ยาว: การสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินจาก PDLLA
เนื่องจากการสร้างคอลลาเจนมักจะเริ่มเห็นผลชัดเจนหลังผ่านไป 4~6 สัปดาห์
จึงแนะนำให้เว้นระยะการฉีดประมาณ 2 เดือน แทนที่จะเป็น 1 เดือนครับ
✔ สรุปความต่าง Juvelook vs Juvelook Volume แบบเข้าใจง่าย
หัวข้อ | Juvelook | Juvelook Volume |
วัตถุประสงค์หลัก | สกินบูสเตอร์ | เติมเต็มวอลลุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ |
ปริมาณส่วนผสม | PDLLA 42.5mg + HA 7.5mg | PDLLA 170mg + HA 30mg |
ขนาดอนุภาค | 24 μm | 51 μm |
ผลลัพธ์หลัก | ปรับปรุงสภาพผิว·สีผิว, ริ้วรอยตื้น, ความยืดหยุ่น | เพิ่มวอลลุ่ม + ผลลัพธ์แบบ Juvelook |
วิธีการฉีด | ฉีดด้วยมือ, เครื่องฉีด (Injector), หัวปั๊ม Potenza | ฉีดโดยใช้เข็มทู่ (Cannula) |
ชั้นผิวที่ฉีด | ชั้นหนังกำพร้า~หนังแท้ส่วนบน | ชั้นหนังแท้ส่วนล่าง~ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง |
บริเวณที่ฉีด | ทั่วใบหน้า | ใบหน้าส่วนกลางและส่วนล่าง (ยกเว้นตาและจมูก) |
👉 สำหรับ Juvelook Volume
ให้เข้าใจว่าเป็นการปรับปรุงใบหน้าส่วนกลางและส่วนล่างทั้งหมดอย่างเป็นธรรมชาติ ยกเว้นบริเวณใต้ตาครับ
✔ วิธีเพิ่มประสิทธิภาพของ Juvelook
Juvelook สามารถฉีดได้หลายวิธี เช่น
ฉีดด้วยมือ
เครื่องฉีดอย่าง Derma Shine
หัวปั๊ม Potenza
แม้จะทำได้ทั้งหมด แต่...
👉 การใช้เครื่องฉีด หรือ
👉 การทำควบคู่กับเครื่องยกกระชับคลื่นวิทยุ เช่น Thermage หรือ Potenza
จะให้ผลลัพธ์ในการสร้างคอลลาเจนที่ดีที่สุดครับ
เมื่ออายุมากขึ้น
วัตถุดิบในการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินจะลดลง
และ ‘โรงงาน’ ในชั้นหนังแท้ที่ทำหน้าที่ผลิตสิ่งเหล่านี้ก็เสื่อมสภาพลงด้วยครับ
✔ Juvelook → จัดหาวัตถุดิบคอลลาเจน
✔ Thermage·Potenza → เดินเครื่องโรงงานผลิตคอลลาเจน
→ เมื่อทำควบคู่กัน จะเกิดการทำงานร่วมกันที่สมบูรณ์แบบที่สุด
⚠️ เกี่ยวกับ Juvelook Volume และอุบัติเหตุตาบอด
นี่คือบทความวิจัยที่กล่าวถึงกรณีตาบอด (3 กรณี) ที่เกิดขึ้นหลังการฉีด Juvelook Volume ครับ


และนี่คืออีกหนึ่งบทความวิจัยที่กล่าวถึงกรณีตาบอดหลังการฉีด Juvelook Volume


ในอดีต
อุบัติเหตุหลอดเลือดอุดตันหรือตาบอดมักเกิดขึ้นจากการฉีดฟิลเลอร์เท่านั้น
และคอลลาเจนบูสเตอร์ถูกมองว่าค่อนข้างปลอดภัย
แต่เมื่อเร็วๆ นี้มีรายงานกรณีตาบอดหลังการฉีด Juvelook Volume
จึงเป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่าคอลลาเจนบูสเตอร์ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้หลอดเลือดอุดตันได้เช่นกันครับ
Juvelook Volume
ประกอบด้วย PDLLA 170mg + HA 30mg
แม้จะพบได้น้อยมาก แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเนื้อตายหรือตาบอดครับ
✔ หลักการเพื่อความปลอดภัย
เข็มแหลม ❌ → ใช้เข็มทู่ (Cannula)
ใช้แรงดันสูง ❌ → ฉีดอย่างช้าๆ
ต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตำแหน่งหลอดเลือดที่อันตรายอย่างแม่นยำ
หลีกเลี่ยงการฉีดในบริเวณที่มีความเสี่ยงสูงอย่างเด็ดขาด
ในแง่ของความน่าจะเป็น ฟิลเลอร์หรือการฉีดไขมันอาจมีความเสี่ยงมากกว่า
แต่ไม่มีหัตถการใดที่ปลอดภัย 100% ครับ
ด้วยความตระหนักว่า “ทุกหัตถการย่อมมีความเสี่ยง” เราจึงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรกในการรักษาเสมอครับ